โอกาสหน้ายังมี
คนเราส่วนมากมักอยากทำดีกันทั้งนั้น
เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้ทำ
และในบางโอกาสนั้นเราเลือกที่จะทำมันหรือไม่
เพราะอะไรนั่นเหรอ
ก็อยู่ที่ข้ออ้างของแต่ละคน ที่จะยกขึ้นมาเพื่อแก้ตัวให้ตัวเองว่า
เอาไว้คราวหน้า หรือวันหน้ายังมี หรือทีคนอื่นไม่เห็นทำ
แล้วแต่จะสรรหา
แม้แต่รัฐบาลก็แลเห็นถึงนิสัยของคนไทยในจุดนี้ ถึงขนาดเคยรณรงค์เรื่องนี้ด้วยแคมเปญที่ว่า
"ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว" (ไม่รู้ได้ผลรึเปล่า)
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส
แต่ก็มักจะมีข้ออ้างให้ตัวเองเสมอ
ผมอยากจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผมให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
ผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครของสมาคมคนตาบอด
จากการชักชวนของคนสนิท
แล้วพอดีทางสมาคมเขากำลังจะจัดงาน "วันไม้เท้าขาว"
เป็นการทำกิจกรรม และมีการจัดแข่ง walk rally
ของคนตาบอด
เขาต้องการอาสาสมัครเพื่อเข้าไปช่วยงาน
ดูแลความปลอดภัยให้คนตาบอด
ผมก็ดีใจมากที่จะมีโอกาสได้ช่วยงานของสมาคม
งานมีวันที่ 22 ตุลาคม เขานัดเราเจ็ดโมงเช้าที่จุดสตาร์ท
พอดีคืนวันที่ 21 ผมมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนเล็กน้อย
กะว่าจะรีบหลับเพราะต้องตื่นแต่เช้า
แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตีสอง
ผมหลับไปพร้อมกับอาการมึนเมาเล็กน้อย
พอวันรุ่งขึ้น ผมตื่นไม่ไหว
ไม่สามารถไปเป็นอาสาสมัครอย่างที่ปากพูดไว้ได้
ใจก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรโอกาสหน้ายังมี
ผมรู้สึกไม่ดีไปเกือบทั้งอาทิตย์
ถ้าคุณไม่อยากรู้สึกไม่ดีเหมือนผม ทำดีไม่ต้องเดี๋ยวครับ
อย่างที่รัฐฯเขาบอกไว้นั่นแหละ
แต่ถ้าคุณพลาดโอกาสที่จะทำดี ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจาก
"ไม่เป็นไรหน่า... โอกาสหน้ายังมี"
ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.magazine
ตุลาคม 2548

4 Comments:
ไม่เป็นไร ... โอกาสหน้า ยังมี ^^
A . J i c E
รู้แล้ว ว่า "ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว" เพราะกลัวว่า "โอกาสหน้าจะไม่มี !!!
เทียเอง
สิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้
หลายสถานการณ์/กิจกรรม เราทำซ้ำได้
และต้องยอมรับว่า อีกหลายๆสถานการณ์
เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต
หลายครั้งเฝ้าแต่เสียดายที่ไม่ได้ทำบางอย่าง
ปัจจุบัน จึงตั้งใจเพียงแค่
ทุกสิ่งที่ตั้งใจจะทำ
จะลงมือทำทันที
ทำให้ดีที่สุดเหมือนว่าจะไม่ได้ทำเช่นนี้อีก
เพราะไม่อยากต้องมาเสียดาย
ที่ครั้งหนึ่งเลือกที่จะไม่ทำ
หลังจากอ่านทุกความเรียง
เจ้าของคอมเมนต์เสียดายยิ่งนัก
ที่เวลาที่ใช้ในการเขียนของผู้เขียน
และเวลาที่ใช้ในการอ่านของผู้อ่านช่างต่างกัน
ผู้เขียนคงใช้เวลา พอควรที่จะกลั่นกรองและถ่ายทอด
แต่ผู้อ่านใช้เวลาเพียงไม่นานเลยในการอ่านจนครบ
และที่น่าตกใจคือ
เจ้าของคอมเมนต์มีโอกาสอ่านงานเขียนนี้
หลังจากเขียนเสร็จกว่าทศวรรษ
และไม่มีงานเขียนเพิ่มเติมใดๆอีกเลย
เจ้าของคอมเมนต์เพียงหวังว่า
หากไฟในการเขียนของผู้เขียนไม่ดับสนิท
เจ้าของคอมเมนต์จะมีโอกาสได้อ่านงานเขียนอีกครั้ง
คงเป็นงานเขียนที่ลึกและน่าดื่มด่ำเป็นแน่แท้
เพราะช่วงเวลาที่ถูกเติมเต็มไปในชีวิตผู้เขียนกว่าทศวรรษ
น่าจะมีเรื่องราวให้น่าดื่มด่ำ
และหนักแน่น เติบโตไปตามกาลเวลาเป็นแน่แท้
เจ้าของคอมเมนต์ไม่มีช่องทางใดสามารถสื่อสารไปถึงผู้เขียนได้มากกว่าจุดนี้
วอนคอมเมนต์นี้สื่อไปถึงผู้เขียนว่า
คนรักของเอกดนัย รอคอยที่จะได้อ่านงานเขียนของเขาอีกครั้งนะคะ
Post a Comment
<< Home