นิทาน
ผมมีนิทานจะเล่าให้ฟัง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
มีเจ้าชายป่าอยู่รูปหนึ่ง ร่างกายของเจ้าชายป่าสง่างามไปด้วยต้นไม้นานาชนิด
แม้กิจวัตรประจำวันของเจ้าชายป่าจะมีเพียงแค่ การอยู่เฉย ๆ แต่เจ้าชายป่าก็มีความสุขมาก
เจ้าชายป่าอาศัยอยู่บนก้อนหินแห่งหนึ่ง ซึ่งก้อนหินแห่งนี้มีรูปร่างประหลาด มันมีปีกอยู่สองข้าง และกำลังบินไปมาอยู่ในท้องฟ้าทรงกลม
ถัดจากท้องฟ้าเล็กน้อย มีอาณาจักรก้อนเมฆลอยอยู่ข้าง ๆ
ภายในอาณาก้อนเมฆนี้ ปกครองด้วยพระราชาสายฟ้า พระองค์ทรงมีพระราชธิดาอยู่หนึ่งพระองค์ เธอมีนามว่าเจ้าหญิงฝน รูปร่างของเจ้าหญิงฝนผอมบาง และหน้าตาสะสวย
ด้วยความซุกซนของเจ้าหญิงฝน ทำให้บรรยากาศภายในอาณาจักรก้อนเมฆนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
อยู่มาวันหนึ่ง
เจ้าหญิงฝนเกิดอยากออกมาจากอาณาจักร เพื่อพบปะกับคุณโลกกว้าง
เธอจึงแอบหนีออกมาทางประตูเมฆ ขณะที่เธอกำลังก้าวขาข้ามธรณีประตูนั้น
พระราชาสายฟ้าทรงจามพอดี ทำให้เธอตกใจและสะดุดธรณีประตู
ร่างของเธอพุ่งออกจากอาณาจักรก้อนเมฆ ตกลงมาสู่ท้องฟ้าทรงกลม ทำให้ท้องฟ้าแตก ร่างของเจ้าหญิงฝนจึงร่วงลงมาใส่เจ้าชายป่า ที่อาศัยอยู่บนก้อนหิน ซึ่งกำลังบินอยู่ในท้องฟ้า
ก้อนหินตกใจมาก มันจึงหุบปีก ทำให้ไม่สามารถบินอยู่ได้
ก้อนหินจึงตกลงสู่ทะเลด้านล่าง ทะเลเห็นดังนั้นจึงแหวกท้องทะเลออก
ทำให้ก้อนหินตกลงสู่กลางท้องทะเล และกลายเป็นเกาะในเวลาต่อมา
ส่วนเจ้าชายป่า หลังจากรับเจ้าหญิงฝนไว้ได้ ก็ตกหลุมรักเธอทันที
ทั้งสองจึงแต่งงานกัน และมีลูกหลานเป็นต้นไม้ แม่น้ำ และสัตว์ป่านานาชนิด
จบ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
ไม่มีหรอกครับ คำสอนจากนิทานของผม แค่มันสามารถสร้างจินตนาการให้คุณได้
เท่านี้ผมก็ประสบความสำเร็จแล้วครับตีพิมพ์ครั้งแรก ที่นี่ตุลาคม 2549
โอกาสหน้ายังมี
คนเราส่วนมากมักอยากทำดีกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้ทำ
และในบางโอกาสนั้นเราเลือกที่จะทำมันหรือไม่ เพราะอะไรนั่นเหรอ
ก็อยู่ที่ข้ออ้างของแต่ละคน ที่จะยกขึ้นมาเพื่อแก้ตัวให้ตัวเองว่า
เอาไว้คราวหน้า หรือวันหน้ายังมี หรือทีคนอื่นไม่เห็นทำ แล้วแต่จะสรรหา
แม้แต่รัฐบาลก็แลเห็นถึงนิสัยของคนไทยในจุดนี้ ถึงขนาดเคยรณรงค์เรื่องนี้ด้วยแคมเปญที่ว่า
"ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว" (ไม่รู้ได้ผลรึเปล่า)
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็มักจะมีข้ออ้างให้ตัวเองเสมอ
ผมอยากจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผมให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
ผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครของสมาคมคนตาบอด จากการชักชวนของคนสนิท
แล้วพอดีทางสมาคมเขากำลังจะจัดงาน "วันไม้เท้าขาว" เป็นการทำกิจกรรม และมีการจัดแข่ง walk rally ของคนตาบอด เขาต้องการอาสาสมัครเพื่อเข้าไปช่วยงาน
ดูแลความปลอดภัยให้คนตาบอด ผมก็ดีใจมากที่จะมีโอกาสได้ช่วยงานของสมาคม
งานมีวันที่ 22 ตุลาคม เขานัดเราเจ็ดโมงเช้าที่จุดสตาร์ท
พอดีคืนวันที่ 21 ผมมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนเล็กน้อย กะว่าจะรีบหลับเพราะต้องตื่นแต่เช้า
แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตีสอง ผมหลับไปพร้อมกับอาการมึนเมาเล็กน้อย
พอวันรุ่งขึ้น ผมตื่นไม่ไหว ไม่สามารถไปเป็นอาสาสมัครอย่างที่ปากพูดไว้ได้
ใจก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรโอกาสหน้ายังมี
ผมรู้สึกไม่ดีไปเกือบทั้งอาทิตย์
ถ้าคุณไม่อยากรู้สึกไม่ดีเหมือนผม ทำดีไม่ต้องเดี๋ยวครับ อย่างที่รัฐฯเขาบอกไว้นั่นแหละ
แต่ถ้าคุณพลาดโอกาสที่จะทำดี ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจาก
"ไม่เป็นไรหน่า... โอกาสหน้ายังมี"
ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.magazine
ตุลาคม 2548
i don't like time machine
คนเรามักอยากย้อนอดีต กลับไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ในทางกลับกันเราควรจะยอมรับสิ่งเหล่านั้นมากกว่า บางเรื่องน้อยคนนักจะยอมรับได้ แต่สำหรับผม ผมมักบอกตัวเองเสมอว่า ให้ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปเพราะนั่นคือการตัดสินใจของเรา ควรเคารพในการตัดสินใจของตัวเองไม่ว่าผลออกมาจะเป็นยังไง ให้ยอมรับผลนั้นเพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของเราเองพอเวลาผ่านไปจะได้ไม่ต้องมาคอยคิดว่า ถ้าย้อนอดีตกลับไปได้จะไปแก้ไขอะไรผมไม่ค่อยชอบนั่ง Time machine เท่าไหร่หรอกตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.magazineสิงหาคม 2548