สุขสันวันคริสมาส
คริสมาส อีฟ หรือคืนก่อนวันคริสมาส ผมว่าชาวไทยส่วนใหญ่คงต้องออกไปฉลองกันเป็นแน่ แต่ในการฉลองเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่รู้ความหมายที่แท้จริงของวันคริสมาส
เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้อ่านเรื่องราวเกี่ยววันวันคริสมาสมา จึงถือโอกาสเนื่องในวันคริสมาสนี้ เล่าสู่กันฟัง
วันคริสมาสเป็นวันประสูติของพระเยซู เมื่อประมาณ 2000 ปีก่อน ชาวคริสต์จึงถือวันนี้เป็นวันสำคัญยิ่ง โดยสัญลักษณ์ของวันคริสมาสที่เรารู้จักกันก็คือ แซนตาครอส ต้นคริสมาสที่มีดาวดวงใหญ่อยู่บนยอด สีแดง และสีเขียว ซึ่งต้นกำเนิดและความหมายที่แท้จริงของแต่ละสิ่งนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับพระเยซูทั้งสิ้น
‘แซนตาครอส’ มีชื่อเดิมว่า ‘นิโคลัส’ เขาเป็นเพียงคนสามัญธรรมดา แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระเยซู จึงทำให้เขาเป็นคนใจดี และมีน้ำใจ เขามักบริจาคสิ่งของต่างๆ แก่ชาวบ้านเสมอ จนกระทั่งชาวบ้านต่างยกย่องให้เขาเป็นนักบุญ และเป็นที่รู้จักกันทั่วในหมู่ชาวคริสต์ คำว่า ‘แซนต้า’ มีความหมายถึง ‘นักบุญ’ ส่วน ‘ครอส’ มาจากชื่อ ‘นิโคลัส’ ซึ่งในภาษาเยอรมัน ได้กลายมาเป็น ‘ครอส’ และเรื่องราวต่างๆ นานา ของแซนตาครอสก็ได้ถือกำเนิดขึ้นตามมา
สำหรับต้นคริสมาสซึ่งคือต้นสนนั้น มีความหมายถึงการมีชีวิตใหม่ โดยต้นสนจะสามารถคงความเขียวของมันไว้ได้ในทุกฤดู ชาวคริสต์จึงใช้ต้นสนแทนชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ ส่วนดาวดวงใหญ่ที่อยู่บนยอดนั้น ในวันที่พระเยซูประสูติ มีดาวดวงหนึ่งสุกสว่างส่องแสงอยู่บนท้องฟ้า ชาวคริสจึงนำดาวดวงนี้มาเป็นสัญลักษณ์ในวันที่ท่านทรงประสูติ
สีแดงและสีเขียวที่นำมาใช้ในการประดับตกแต่งนั้น แท้จริงแล้วมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ สีแดงหมายถึงพระโลหิตของพระเยซูที่ทรงหลั่งออกมาเพื่อมวลมนุษย์ และสีเขียวหมายถึงการกำเนิดของชีวิตใหม่
หลายคนอาจรู้เรื่องราวของพระเยซูมาแล้วบ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของท่านมากนัก ผมขอแนะนำให้ลองไปชมภาพยนตร์เรื่อง Passion of the Christ เรื่องราวความเสียสละของพระเยซู และเรื่อง The Nativity Story การประสูติของพระเยซู ซึ่งหมายถึงเป็นวันคริสมาสแรกของชาวคริสต์
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมจะชักจูงให้ใครเปลี่ยนศาสนาแต่อย่างใด เพราะผมเองก็นับถือศาสนาพุทธ และยังคงเคารพและบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ แต่ผมว่าในทุกศาสนาล้วนมีความน่าสนใจ และล้วนสอนให้ทุกคนเป็นคนดีเหมือนกันทั้งสิ้น ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเรากระทำ จริงไหมครับ
สุขสันต์วันคริสมาสครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่
24 ธันวาคม 2549
มวลความคิดถึง (อีกรูปแบบหนึ่ง)
คำว่า ‘ไม่ได้เห็นหน้า ขอแค่ได้ยินเสียงก็ยังดี’ คงไม่ได้เกิดขึ้นกับใครบ่อยครั้ง
สำหรับผม นี่คงเป็นครั้งแรก
เมื่อไม่นานมานี้ คนสนิทของผมคนหนึ่งต้องเดินทางจากไปไกล
มันเป็นเรื่องจริงสำหรับเธอ แต่เป็นเรื่องละเมอสำหรับผม
หลายครั้งที่ผมมักลืมตัว กดโทรศัพท์ไปหาเธอ แต่พบว่าปลายสายไม่ได้อยู่ใกล้ตัวอีกต่อไปแล้ว
อาการผมหนักข้อขึ้นทุกที ทุกครั้งที่ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มวลความคิดถึงจะก่อตัวใหญ่ขึ้นๆ
จนเวลาล่วงเลยมาหนึ่งอาทิตย์ มวลความคิดถึงของผมก็ได้ถูกปลดปล่อย
เวลาประมาณตี 2 โทรศัพท์ของผมดังขึ้น ผมกดรับตามสัญชาตญาน
เสียงจากปลายสายเป็นเธอนั่นเอง
ผมรู้สึกได้จากน้ำเสียงของตัวเอง ว่ามันได้พาเอามวลความคิดถึงทั้งหมด ส่งไปหาเธอแล้ว
หลังจากวันนั้น มวลความคิดถึงของผมก็ได้ถูกส่งไปหาเธอเป็นระยะ
ผ่านทางสายโทรศัพท์ อีเมล และโปสการ์ด
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่
18 ธันวาคม 2549
When i wake up, i miss u
When i sleep, i miss u
When i do everything like everyday, i miss u
And when u leaves me…, I miss u
มวลความคิดถึง
คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม ?
คุณคิดถึงใครคนหนึ่ง คนที่คุณไม่ได้เจอเขานานแล้ว
อาจจะด้วยการงาน หน้าที่ หรือเหตุผลบางอย่าง
แต่คุณกลับไม่รู้ว่าจะคุยกับเขายังไง
ทั้ง ๆ ที่สามารถติดต่อเขาได้เพียงแค่กดโทรศัพท์ไปหา แต่ดันไม่รู้จะพูดอะไร
ผมมักรู้สึกแบบนี้บ่อย ๆ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ฟังประโยค ๆ หนึ่งมาจากน้องสาวของผม
เธอบอกว่าได้รับ message มาจากคนรู้จักอีกที
ข้อความนั้นบอกว่า ‘ระหว่างความความเงียบ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่คิดถึงกัน’
ผมฟังแล้ว รู้สึกเห็นด้วยทันที
ผมคิดว่า การคิดถึงใครคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูดเท่านั้น
‘มวลความคิดถึง’ มันสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ด้วย ‘ความเงียบ’
หากคุณรู้สึกอย่างที่ผมถามข้างต้น ลองส่งข้อความนี้ให้คน ๆ นั้นดู
ไม่แน่เขาอาจจะกำลังรู้สึกเช่นเดียวกันกับคุณ
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่
พฤศจิกายน 2549
Life
อันที่จริงผมไม่ค่อยจะอยากเล่าชีวิตในวัยเด็กของผมให้ใครฟังสักเท่าไหร่ เหตุเพราะมันมีเรื่องที่น่าอับอายอยู่ไม่น้อย แต่ที่ผมตัดสินใจนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ก็เพราะผมคิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมเป็นอย่างที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้
คือมันเริ่มจากสมัยที่ผมเรียนชั้นประถมต้น ที่โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ผมก็เป็นเด็กธรรมดาทั่วไปนี่แหละ ไม่ได้เป็นเด็กที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในโรงเรียนสักเท่าไหร่ มีอยู่วันหนึ่ง คือในทุก ๆ วันศุกร์ก่อนเลิกเรียนทางโรงเรียนเขาจัดให้มีการสวดมนต์ยาวก่อนจะกลับบ้าน เป็นการให้นักเรียนมายืนเข้าแถวหน้าห้องใครห้องมันแล้วสวดมนต์พร้อมกัน นั่นเป็นกิจกรรมของโรงเรียนอยู่แล้ว
พอดีวันนั้นผมปวดท้องฉี่ กำลังสวดมนต์อยู่ดี ๆ ก็ปวดขึ้นมา ปวดแบบปวดมาก ๆ ผมก็เลยอั้นไว้ ไม่กล้าขอครูไปเข้าห้องน้ำเพราะห้องน้ำของโรงเรียนจะมีอยู่ที่เดียว คือชั้นหนึ่ง แล้วห้องผมอยู่ชั้นสามจะไปห้องน้ำทีต้องเดินผ่านห้องอื่น ๆ อีกเยอะแยะ เลยไม่กล้าไป อายเค้ากลัวเค้ารู้ว่าเราจะไปเข้าห้องน้ำ ไม่รู้ทำไม ผมก็เลยอั้นไว้ อั้นไปอั้นมาเกิดอั้นไม่ไหว ไม่รู้ทำไง ปล่อยออกมาเลยครับ นองเต็มพื้นเลย ทีนี้เพื่อนข้าง ๆ ก็ตกใจ ครูก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาถามเป็นอะไรลูก ฉี่แตกเหรอ ผมก็พยักหน้าหงึก ๆ ครูเลยบอกให้ไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ว่าไม่ทันแล้วครับ ผมเสร็จแล้ว
แทนที่จะยอมขอครูไปเข้าห้องน้ำแต่แรกก็เสร็จไปแล้ว กลับต้องมาอับอายขายขี้หน้าตลอดทั้งปี เพราะฉี่แตกหน้าห้องตัวเอง ไม่รู้คุ้มรึเปล่า เพราะหลังจากวันนั้นผมกลับกลายมาเป็นนักเรียนที่มีชื่อเสียงของโรงเรียนไปเลยครับ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ วีรกรรมในวัยเด็กของผมยังมีอีกเยอะ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังใหม่ในโอกาสหน้านะครับ
โชคดีฉี่แตกกันถ้วนหน้า...
แปลงจากเรื่องสั้นใน หนังสือทำมือ 2long
มกราคม 2546
นิทาน
ผมมีนิทานจะเล่าให้ฟัง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
มีเจ้าชายป่าอยู่รูปหนึ่ง ร่างกายของเจ้าชายป่าสง่างามไปด้วยต้นไม้นานาชนิด
แม้กิจวัตรประจำวันของเจ้าชายป่าจะมีเพียงแค่ การอยู่เฉย ๆ แต่เจ้าชายป่าก็มีความสุขมาก
เจ้าชายป่าอาศัยอยู่บนก้อนหินแห่งหนึ่ง ซึ่งก้อนหินแห่งนี้มีรูปร่างประหลาด มันมีปีกอยู่สองข้าง และกำลังบินไปมาอยู่ในท้องฟ้าทรงกลม
ถัดจากท้องฟ้าเล็กน้อย มีอาณาจักรก้อนเมฆลอยอยู่ข้าง ๆ
ภายในอาณาก้อนเมฆนี้ ปกครองด้วยพระราชาสายฟ้า พระองค์ทรงมีพระราชธิดาอยู่หนึ่งพระองค์ เธอมีนามว่าเจ้าหญิงฝน รูปร่างของเจ้าหญิงฝนผอมบาง และหน้าตาสะสวย
ด้วยความซุกซนของเจ้าหญิงฝน ทำให้บรรยากาศภายในอาณาจักรก้อนเมฆนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
อยู่มาวันหนึ่ง
เจ้าหญิงฝนเกิดอยากออกมาจากอาณาจักร เพื่อพบปะกับคุณโลกกว้าง
เธอจึงแอบหนีออกมาทางประตูเมฆ ขณะที่เธอกำลังก้าวขาข้ามธรณีประตูนั้น
พระราชาสายฟ้าทรงจามพอดี ทำให้เธอตกใจและสะดุดธรณีประตู
ร่างของเธอพุ่งออกจากอาณาจักรก้อนเมฆ ตกลงมาสู่ท้องฟ้าทรงกลม ทำให้ท้องฟ้าแตก ร่างของเจ้าหญิงฝนจึงร่วงลงมาใส่เจ้าชายป่า ที่อาศัยอยู่บนก้อนหิน ซึ่งกำลังบินอยู่ในท้องฟ้า
ก้อนหินตกใจมาก มันจึงหุบปีก ทำให้ไม่สามารถบินอยู่ได้
ก้อนหินจึงตกลงสู่ทะเลด้านล่าง ทะเลเห็นดังนั้นจึงแหวกท้องทะเลออก
ทำให้ก้อนหินตกลงสู่กลางท้องทะเล และกลายเป็นเกาะในเวลาต่อมา
ส่วนเจ้าชายป่า หลังจากรับเจ้าหญิงฝนไว้ได้ ก็ตกหลุมรักเธอทันที
ทั้งสองจึงแต่งงานกัน และมีลูกหลานเป็นต้นไม้ แม่น้ำ และสัตว์ป่านานาชนิด
จบ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
ไม่มีหรอกครับ คำสอนจากนิทานของผม แค่มันสามารถสร้างจินตนาการให้คุณได้
เท่านี้ผมก็ประสบความสำเร็จแล้วครับตีพิมพ์ครั้งแรก ที่นี่ตุลาคม 2549
โอกาสหน้ายังมี
คนเราส่วนมากมักอยากทำดีกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้ทำ
และในบางโอกาสนั้นเราเลือกที่จะทำมันหรือไม่ เพราะอะไรนั่นเหรอ
ก็อยู่ที่ข้ออ้างของแต่ละคน ที่จะยกขึ้นมาเพื่อแก้ตัวให้ตัวเองว่า
เอาไว้คราวหน้า หรือวันหน้ายังมี หรือทีคนอื่นไม่เห็นทำ แล้วแต่จะสรรหา
แม้แต่รัฐบาลก็แลเห็นถึงนิสัยของคนไทยในจุดนี้ ถึงขนาดเคยรณรงค์เรื่องนี้ด้วยแคมเปญที่ว่า
"ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว" (ไม่รู้ได้ผลรึเปล่า)
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็มักจะมีข้ออ้างให้ตัวเองเสมอ
ผมอยากจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผมให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
ผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครของสมาคมคนตาบอด จากการชักชวนของคนสนิท
แล้วพอดีทางสมาคมเขากำลังจะจัดงาน "วันไม้เท้าขาว" เป็นการทำกิจกรรม และมีการจัดแข่ง walk rally ของคนตาบอด เขาต้องการอาสาสมัครเพื่อเข้าไปช่วยงาน
ดูแลความปลอดภัยให้คนตาบอด ผมก็ดีใจมากที่จะมีโอกาสได้ช่วยงานของสมาคม
งานมีวันที่ 22 ตุลาคม เขานัดเราเจ็ดโมงเช้าที่จุดสตาร์ท
พอดีคืนวันที่ 21 ผมมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนเล็กน้อย กะว่าจะรีบหลับเพราะต้องตื่นแต่เช้า
แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตีสอง ผมหลับไปพร้อมกับอาการมึนเมาเล็กน้อย
พอวันรุ่งขึ้น ผมตื่นไม่ไหว ไม่สามารถไปเป็นอาสาสมัครอย่างที่ปากพูดไว้ได้
ใจก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรโอกาสหน้ายังมี
ผมรู้สึกไม่ดีไปเกือบทั้งอาทิตย์
ถ้าคุณไม่อยากรู้สึกไม่ดีเหมือนผม ทำดีไม่ต้องเดี๋ยวครับ อย่างที่รัฐฯเขาบอกไว้นั่นแหละ
แต่ถ้าคุณพลาดโอกาสที่จะทำดี ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจาก
"ไม่เป็นไรหน่า... โอกาสหน้ายังมี"
ตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.magazine
ตุลาคม 2548
i don't like time machine
คนเรามักอยากย้อนอดีต กลับไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ในทางกลับกันเราควรจะยอมรับสิ่งเหล่านั้นมากกว่า บางเรื่องน้อยคนนักจะยอมรับได้ แต่สำหรับผม ผมมักบอกตัวเองเสมอว่า ให้ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปเพราะนั่นคือการตัดสินใจของเรา ควรเคารพในการตัดสินใจของตัวเองไม่ว่าผลออกมาจะเป็นยังไง ให้ยอมรับผลนั้นเพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของเราเองพอเวลาผ่านไปจะได้ไม่ต้องมาคอยคิดว่า ถ้าย้อนอดีตกลับไปได้จะไปแก้ไขอะไรผมไม่ค่อยชอบนั่ง Time machine เท่าไหร่หรอกตีพิมพ์ครั้งแรก อดน.magazineสิงหาคม 2548